YouthCare : การทำงานร่วมกันระหว่างมุสลีมีนกับมุสลีมะฮฺ

YouthCare : การทำงานร่วมกันระหว่างมุสลีมีนกับมุสลีมะฮฺ

คำถาม : อยากถามว่า การทำงานร่วมกันระหว่างมุสลีมีนกับมุสลีมะฮฺ ในทัศนะของอิสลามว่าอย่างไรบ้าง? อะไรบ้างที่ต้องระวัง? และอะไรบ้างที่สามารถผ่อนปรน/ยืดหยุ่นได้ ?

คำตอบ : อิสลามให้มีเพศชายและเพศหญิงโดยพื้นฐานเดิมแล้วฝ่ายชายก็ทำงานกับผู้ชาย ฝ่ายหญิงก็ทำงานกับผู้หญิงจะไม่มีการเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องติดต่อเช่นต้องติดต่อประสานงานระหว่างกันโดยทั่วไป เช่น การค้าขายที่อาจจะต้องมีการแลกเปลี่ยนสินค้ามีการพูดคุยกันเท่าที่จำเป็น หรือการรักษาพยาบาล เช่นพยาบาลเป็นผู้หญิง อันนี้ถือเป็นที่อนุโลม


แต่โดยพื้นฐานเดิมแล้ว คือต่างคนต่างทำงานต่างคนต่างรับผิดชอบ และประสานงานกันได้เท่าที่จำเป็น หมายถึงว่าผู้ชายก็ทำในส่วนของผู้ชายไปเลย ไม่ต้องตั้งเป้าว่าว่าจะทำร่วมกัน เพราะท่านนบีมูฮัมหมัด ซ.ล ได้ห้ามไม่ให้ผู้ชายเข้าไปอยู่ในหมู่ของผู้หญิง คือการปะปนกันระหว่างชายหญิง โดยเฉพาะการอยู่ด้วยกันตามลำพังสองต่อสอง อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องห้ามหนักกว่า เพราะมีฮาดิษของท่านนบี ซ.ล ที่บอกว่าชัยฏอนจะเป็นบุคคลที่สามจะมากระซิบกระซาบให้กระทำสิ่งที่ไม่ดี


อีกกรณีหนึ่งโดยเฉพาะกับคนที่เป็นวัยรุ่นหรือนักศึกษาก็ควรจะออกห่างจากการปะปนเป็นพิเศษเพราะในวัยรุ่นด้วยกันวัยหนุ่มสาวจะมีอารมณ์ความรู้สึกมากเป็นพิเศษ ท่านนบี ซ.ล จึงเรียกร้อง โอ้บรรดาวัยรุ่นทั้งหลายหากยังไม่ได้แต่งงานนบีเรียกร้องให้แต่งงานเพราะการแต่งงานจะช่วยลดสายตา และป้องกันอวัยวะเพศของเขา หากสู่เจ้าไม่มีความสามารถในการแต่งงานก็จงถือศิลอด

และเช่นกันอีกฮาดิษหนี่งที่บอกถึงการปะปนระหว่างชายหญิงอาจจะนำไปสู่สิ่งที่ไม่ดีได้ เช่นที่ท่านนบี ซ.ล บอกว่า 7 จำพวกที่จะได้อยู่ใต้ร่มเงาของอัลลอฮฺหนึ่งในนั้นคือ คนที่มีผู้หญิงเรียกเขาทำซีนา แต่เขากลับบอกว่าเขากลัวอัลลอฮฺ นั้นหมายรวมได้ว่าการออกห่างจากการปะปนกันระหว่างชายหญิงเป็นสิ่งที่อิสลามได้กำชับไว้ซึ่งจะเน้นที่วัยรุ่นเป็นสำคัญเพราะเป็นวัยที่มีอารมความรู้สึกต่างกับคนที่แต่งงานแล้ว บางครั้งเขาอาจจะคิดแต่เราไม่ได้คิด หรือไม่มีใครคิดทั้งสองฝั่ง แต่คนอื่นที่มาเห็นเขาคิด อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันได้

ตอบโดย : อ.นาอีม วงศ์เสงี่ยม (นักวิชาการสถานีไวท์แชนแนล)