YouthCare : จะมีวิธีการปฏิเสธการบูมรับน้องยังใงให้รุ่นพี่เข้าใจ?

YouthCare : จะมีวิธีการปฏิเสธการบูมรับน้องยังใงให้รุ่นพี่เข้าใจ?

คำถาม : จะมีวิธีการปฏิเสธการบูมรับน้องยังใงให้รุ่นพี่เข้าใจ?

คำตอบ : ประการแรก ที่จะแนะนำก่อนนั้นก็คือเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับการบูมนะครับ การบูมนั้นมีลักษณะกิจกรรมก็คือ การที่มีรุ่นพี่ล้อมวงแล้วกอดคอกัน จากนั้นก็ให้รุ่นน้องเข้าไปในวงกลมนั้นโดยให้นั่งลง แล้วมีการส่งเสียงตามจังหวะเนื้อร้อง อาจจะเพื่อปลุกใจหรือให้กำลังใจก็ตาม แต่ประเด็นที่จะพยายามนำเสนอในประการแรก คือ จุดที่ผิดหลักการศาสนาและจุดที่สุ่มเสี่ยงต่อหลักการศาสนา

1.จุดที่ผิดหลักการศาสนา คือ

– การกอดคอกันระหว่างชายหญิง และการนั่งใกล้ชิดกันระหว่างชายหญิง เพราะการถูกเนื้อต้องตัวสัมผัสใกล้ชิดกับคนต่างเพศเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะก่อให้เกิดฟิตนะฮฺในเรื่องความรู้สึกทางเพศได้ ศาสนาจึงห้ามเพื่อป้องกันและปิดประตูที่จะนำไปสู่สิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ซึ่งอาจจะค้านกับคำพูดที่ว่า “หากไม่มีฟิตนะฮฺก็น่าจะทำได้” เพราะแม้ว่าไม่มีฟิตนะฮฺการสัมผัสกอดคอถูกเนื้อต้องตัวระหว่างคนต่างเพศก็เป็นสิ่งที่ต้องห้ามอยู่ดีเช่นกัน

– การมีการปรบมือ ในการปรบมือนั้น ไม่ได้มีตัวบทหลักฐานอย่างชัดเจนในอิสลามแต่เป็นการเทียบเคียง ตัวบทที่ห้ามเอาไว้ จากกุรอ่านซูเราะห์ อัล-อัมฟาล อายะห์ที่ 35 “และการนมัสการของพวกเขา ณ บัยติลลาฮฺ อัล-หะรอมมิได้ปรากฏนอกเสียจากการผิวปาก (ทำเสียงนกหวีด) และการปรบมือ” ซึ่งจากการอธิบายในอายะห์นี้สรุปได้ว่า เสียงที่ทำนั้นเป็นวิถีการปฏิบัติของผู้ปฏิเสธศรัทธาในสมัยก่อนหน้านั้น ที่นำมาปฏิบัติซึ่งไม่ทำให้เกิดประโยชน์อันใด ต่อการอิบาดะห์ต่ออัลลอฮเลย ดังนั้นการปรบมือที่เข้าข่ายในอายะห์นี้คือการปรบมือโดยคิดว่ามันคืออิบาดะฮฺ แต่การปรบมือในกรณีอื่นๆที่เกี่ยวกับการบูมนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ แต่ไม่ถึงขั้นที่ฮะรอม

2. จุดที่สุ่มเสี่ยงต่อหลักการศาสนา

– การมีเป้าหมายในการบูมโดยเชื่อว่า มีการเรียกสิ่งศักสิทธิ์เข้ามาในวง ณ ขณะนั้นด้วย เว้นแต่ว่าไม่ได้มีความเชื่อเหล่านั้นที่ผิดหลักการศาสนา ซึ่งการทำกิจกรรม ณ ตอนนั้น ต้องพยายามทำความเข้าใจเป้าหมายของการบูมว่าเป็นไปในลักษณะใด หากเนื้อร้องและคำพูดมีการกล่าวถึงสิ่งต้องห้ามในอิสลาม โดยการอ้างถึงอำนาจเกินกว่าปรกติทั่วไป ซึ่งจะถือว่าผิดหลักการอิสลาม ตามซูเราะห์ อัลกาฟิรูน อายะห์ที่ 6 “สำหรับพวกท่านคือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันคือศาสนาของฉัน”

ประการที่สอง ให้พยายามเข้าหาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ณ กิจกรรมตอนนั้น โดยทั่วไปแล้วในการจัดกิจกรรม จะมีการแบ่งหน้าที่เป็นกลุ่มคนในหลายๆกลุ่ม ซึ่งถ้าหากต้องการ ที่จะปฏิเสธการเข้ากิจกรรม ต้องรู้ว่าจะสามารถขออนุญาติใครได้บ้างในเวลานั้น

– คนนำกิจกรรม โดยปรกติแล้วกลุ่มคนเหล่านี้ มีหน้าที่ในการรับรายละเอียดกิจกรรมมา แล้วนำมาทำตาม ตามเป้าประสงค์ในโครงการให้บรรลุให้ได้ ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่ในการควบคุมคนที่เข้าร่วมกิจกรรม ดั้งนั้น หากขออนุญาติคนนำกิจกรรมที่กำลังทำ ณ ขณะนั้นอาจจะมีโอกาสน้อยมากที่จะุถูกนำออกจากวงกิจกรรม ณ ขณะนั้นได้

– คนดูแลผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งหากมองภาพรวมหลักๆ ก็ได้แก่ พี่ๆพยาบาล พี่ๆที่คอยคุมโซนน้อง พี่ๆที่คอยบริการน้ำดื่มหรือของว่าง หรือ อาจจะเป็นพี่ๆประจำแต่ละกลุ่มที่น้องๆอยู่ ซึ่งพี่ๆเหล่านี้ที่จะคอยรับเรื่องต่างๆของน้องที่เข้าร่วมกิจกรรม ณ ขณะนั้นแล้วนำมาดำเนินการได้ ดังนั้น หากมีเรื่องที่ไม่สะดวกใจเกี่ยวกับการเข้าร่วมกิจกรรมให้แจ้งกับพี่ๆเหล่านี้ได้ โดยพยายามบอกเหตุผลที่มีน้ำหนักและหนักแน่นในการปฏิเสธให้ได้ครับ

– บางมหาลัยอาจจะมีพี่ๆ จากส่วนกลางมาควบคุมการดำเนินกิจกรรม ซึ่งหน้าที่หลักๆของพี่เหล่านี้คือจะพยายามควบคุมการทำกิจกรรมให้ เป็นไปตามกฏระเบียบต่างๆที่ตกลงไว้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องหลักการศาสนา ดังนั้นน้องสามารถแจ้งไปยังพี่เหล่านี้ได้เช่นกัน หากไม่สะดวกที่จะเข้าร่วมกิจกรรม

ประการที่สาม อันนี้เป็นเรื่องแนะนำให้ทำน่ะครับ ซึ่งเป็นข้อแนะนำเพิ่มเติมในการปฏิบัติตัวหลังจากที่ได้ปฏิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว เพื่อยืนยันว่าเหตุผลที่เราได้อ้างมานั้นเป็นความจริง โดยทั่วไปแล้วคนที่ถูกทำให้แยกออกจากกิจกรรมด้วยเหตุผลทางศาสนาแล้ว อาจจะมีภาพลักษณ์ในเรื่องของการเห็นแก่ตัวซะส่วนใหญ่ อาจจะด้วยเหตุผลที่ไม่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมที่ต้องทำด้วยกัน ดังนั้นในประการนี้จึงจะพยายามนำเสนอวิธีการเข้าหาเพื่อนๆต่างศาสนิก

– หากมีงานที่ชัดเจนว่า ไม่ผิดหลักการศาสนา ให้ถือคติที่ว่า”มาก่อนเพื่อนและกลับหลังเพื่อน” เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนชัดเจนว่าในการปฏิเสธการเข้าร่วมนั้น เป็นเหตุผลทางศาสนาไม่ใช่เหตุผลส่วนตัว และเหตุผลทางศาสนาเองที่บังคับให้เราอีกว่ากิจกรรมที่เข้าร่วมได้ ให้”มาก่อนเพื่อนและกลับหลังเพื่อน”

– การมีจุดยืนที่ชัดเจนในตอนแรก น้องๆส่วนใหญ่มักปล่อยปะละเลยให้เพื่อนๆเข้าใจไปเองว่าบางสิ่งบางอย่างที่ผิดหลักการ เราสามารถทำได้ เช่น เวลาละหมาด การถูกเนื้อต้องตัวเพศต้องข้าม และอาหารที่รับประทานไม่ได้ เป็นต้น ดังนั้น การปฏิเสธอย่างหนักแน่นในตอนแรกจะช่วยทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกับเพื่อนต่างศาสนิกด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องได้ เพราะบางคน ยอมปล่อยปะละเลยในเรื่องเหล่านี้ในช่วงแรกๆที่รู้จักกัน โดยถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่มาก ทำให้เพื่อนไม่เข้าใจถึงจุดยืนหลังจากนั้นได้

ตอบโดย บังนิอามีน นิอามัน ประธานชมรมมุสลิม มอ.หาดใหญ่